เดือน: มีนาคม 2020

มีนาคม 9, 2020 / by Kacy / Uncategorized / No Comments

เม่นใหญ่แผงคอยาว

เม่นใหญ่แผงคอยาว

เม่นใหญ่แผงคอยาว เม่นเป็นสัตว์ฟันแทะเหมือนกับหนู ความยาวตั้งแต่จมูกถึงโคนหาง 63-70 ซม. หนัก 3-7 กิโล สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือ มี หนามแหลม แข็งขึ้นรอบๆหลัง หนามของเม่นมีลักษณะกลวง โคนและก็ปลายหนามสีขาว กึ่งกลางสีดำ จมูกป้าน ไม่แหลมอย่างหนู หนวดยาวสีดำ ขนใต้คอสีขาว บริเวณหัวรวมทั้งส่วนข้างหน้าปกคลุมด้วยขนสั้นสีน้ำตาล

การป้องกันตัวของเม่นเป็นการวิ่งหนี หากศัตรูไล่ตามมันจะหยุดอย่างทันที ถ้าเกิดศัตรูหยุดตามไม่ทันก็จึงควรชนกับหนาม หนามของเม่นหลุดง่าย จึงมักปักคาอยู่ตามปาก จมูก และอุ้งตีนศัตรู สร้างความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

เม่นพบแถบภาคใต้ของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อาศัยได้ในป่าทุกชนิด ขุดโพรงอยู่ใต้ดิน ออกจากโพรงมาหากินเวลากลางคืนโดยลำพัง อาหารได้แก่รากไม้ เปลือกไม้ และผลไม้ที่ตกอยู่ตามพื้นป่า นอกจากนี้เม่นยังชอบแทะกระดูกสัตว์ด้วย

เม่นผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุได้ 2 ปี ตั้งท้องนาน 4 เดือนก็ออกลูก ลูกครอกหนึ่งมีประมาณ 1-3 ตัว ลูกเม่นแรกเกิดหนามยังอ่อนนิ่มอยู่ หลังจากนั้นจึงค่อยแข็งขึ้น

ในแหล่งเพาะเลี้ยง เม่นมีอายุได้ถึง 30 ปี

รู้หรือเปล่า?

  • เม่นสลัดขนไม่ได้
  • ว่ากันว่า เสือดาวฉลาดหลักแหลม สามารถจับเม่นกินโดยไม่เคยได้รับอันตรายจากขนเม่นเลย ขณะที่เสือโคร่งและสิงโตต่างเคยถูกขนเม่นเล่นงานเอาเสมอ
Read More

มีนาคม 7, 2020 / by Kacy / Uncategorized / No Comments

สัตว์อายุยืน ค่างหงอก

สัตว์อายุยืน ค่างหงอก

สัตว์อายุยืน ค่างหงอก เป็นค่างขนาดเล็ก มีสีเทา สีขนอาจมีตั้งแต่สีน้ำตาล เทา จนถึงดำ ขาแล้วก็แขนสีดำ ยึดจับได้ดี ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียรูปร่างคล้ายคลึงกันมาก ตัวเมียจะมีแต้มสีขาวที่สีข้าง แล้วก็เพศผู้ค่อนข้างจะใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย ค่างหงอกเจอได้ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะบอร์เนียว เกาะสุมาตรา ชวา หมู่เกาะนาทูนา

ค่างหงอกชอบอยู่ในป่าทึบ อาทิเช่นในชวาและก็สุมาตราอาศัยอยู่บนต้นไม้ในป่าลึก แต่ว่าในคาบสมุทรมลายูอาศัยอยู่ในป่าชายเลนหรือป่าใกล้ชายฝั่ง จะออกหากินตอนกลางวัน กินใบไม้อ่อนเป็นของกินหลัก รวมทั้งผลไม้ เมล็ดพืช หน่อไม้

อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงบนต้นไม้ มักมีตัวผู้เป็นจ่าฝูงตัวเดียว บางครั้งอาจมีการท้าแย่งชิงตำแหน่งจากเพศผู้หัวหน้าฝูงที่ครอบครองตัวเมียก็ได้ แม้ผู้ท้าแข่งเป็นฝ่ายชนะ ก็จะได้เป็นเจ้าของฝูงแทน ในกรณีนี้เด็กอ่อนในฝูงมักถูกฆ่าตาย ค่างหงอกมีอายุได้ถึง 29 ปี ค่างหงอกในแหล่งเพาะเลี้ยงแล้วก็สวนสัตว์ในไทยจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติ พุทธศักราช 2535

Read More

มีนาคม 6, 2020 / by Kacy / Uncategorized / No Comments

ชนิดแรกในโลก “ปลาถ้ำตาบอด” กุญแจใหม่ในการรักษาเบาหวาน

ชนิดแรกในโลก “ปลาถ้ำตาบอด” กุญแจใหม่ในการรักษาเบาหวาน

สำหรับในการศึกษาเพื่อหาวิธีจัดการกับเบาหวาน ชนิดแรกในโลก โรคที่ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้คนสูงถึง  30 ล้านคน แค่ในอเมริกาเพียงประเทศเดียว บางทีปลาถ้ำตาบอดที่อาศัยอยู่ในประเทศประเทศเม็กซิโก บางทีอาจเป็นสิ่งมีชีวิตแรกที่ปรับพฤติกรรมขึ้นเพื่อต่อกรกับน้ำตาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ตอนนี้บรรดานักค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกำลังศึกษาเล่าเรียนปลาที่มีไขมันน้อยกลุ่มนี้ เพื่อหาคำตอบว่าพวกมันจัดการกับสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อชีวิตของคนเรามากไม่น้อยเลยทีเดียวได้เช่นไร ซึ่งผลที่เกิดจากการวิจัยปัจจุบันถูกเผยแพร่ลงในนิตยสาร Nature

“เราเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าการศึกษาปลาเหล่านี้จะช่วยผู้ป่วยเบาหวานได้จริงไหม แต่วิวัฒนาการคัดสรรยีนที่ปรับตัวได้มานานหลายล้านปี ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเครื่องมืออันชาญฉลาดที่เราน่าจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการศึกษามัน” Nicolas Rohner หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าวระหว่างงานแถลงข่าว ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์การจัดลำดับยีนที่เรียกว่า CRISPR ทีมนักพันธุศาสตร์พบว่าปลาเหล่านีมีความต้านทานอินซูลินสูง หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน

อินซูลินคือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้กลายมาเป็นพลังงาน เปรียบดั่งรหัสผ่านพิเศษที่ช่วยพาน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 อินซูลินของผู้ป่วยจะทำงานไม่เป็นปกติหรือถูกผลิตออกมาไม่มากพอ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เช่นเดียวกันกับที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าบรรดาปลาถ้ำตาบอดเองก็มีภาวะนี้เช่นกัน แต่พวกมันกลับไม่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพมากนัก

ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่าปลาเหล่านี้มียีนที่กระตุ้นให้พวกมันรู้สึกหิวตลอดเวลา ในมนุษย์เป็นเรื่องอันตราย แต่สำหรับปลาเหล่านี้แล้วภาวะดังกล่าวช่วยให้ร่างกายเลือกเก็บไขมันในช่วงขาดแคลนอาหาร และส่งผลให้พวกมันมีชีวิตรอดได้ในถ้ำ ที่ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของสาหร่าย ซึ่งเป็นอาหารหลักของมันนั้นมีไม่แน่นอน

ทีมวิจัยยังเปรียบเทียบยีนของปลาถ้ำตาบอดกับปลาสายพันธุ์ใกล้เคียงที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำและไม่มีแรงต้านทานอินซูลินยกตัวอย่างเช่นปลาถ้ำ พวกเขาพบว่าทั้งคู่สายพันธุ์แก่ยืนยาวเสมอกัน แล้วนักค้นคว้าได้ทดลองสร้างลูกผสมของทั้งคู่สายพันธุ์ขึ้นมา ลูกผสมของพวกมันเป็นปลาอ้วนพีที่หรูหราน้ำตาลในเลือดสูง พวกมันถูกฉีดยีนกลายพันธุ์ที่มีแรงต้านทานต่ออินซูลินเข้าไปภายในร่างกาย หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์พบว่าปลาลูกผสมพวกนี้อ้วนขึ้นไปอีก แต่ว่าปรับปรุงแรงต้านทานอินซูลินขึ้นได้ท้ายที่สุด

ในมนุษย์ เมื่อคนเจ็บมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะส่งผลเสียต่อเส้นโลหิต แล้วก็การเสี่ยงสำหรับเพื่อการเป็นโรคความดันรวมทั้งหัวใจตามมา “ปลาถ้ำเองก็มีน้ำตาลในเลือดสูง แต่ว่าพวกมันมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง มันทำเป็นยังไง?” Misty Riddle ผู้ร่วมการค้นคว้าเสนอคำถาม ซึ่งสำหรับการหาคำตอบแล้วก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการกับร่างกายที่มีน้ำตาลในเลือดสูงของปลาถ้ำตาบอดกลุ่มนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดหมายว่าจะสามารถปรับปรุงแผนการสำหรับในการจัดแจงกับเบาหวานได้ในอนาคต แน่ๆว่าสงครามการต่อสู้กับน้ำตาลนี้ยังคงอีกยาวไกล
เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์…

Read More

มีนาคม 5, 2020 / by Kacy / Uncategorized / No Comments

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม “พะยูน”

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม “พะยูน”

“พะยูน” สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ รูปร่างเหมือนปลาโลมาแต่ อ้วนป่อง กว่านิดหน่อย ผิวหนังเรียบลื่นสีเทา แม้กระนั้นเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐและมีด่างขาว ขาหน้าเหมือนใบพายใช้สำหรับในการช่วยบังคับแนวทางหรือใช้เดินบนพื้นทะเล ขาหลังลดรูปจนถึงหายไปหมดเหลือเพียงแค่กระดูกชิ้นเล็กๆอยู่ข้างในลำตัว ส่วนท้ายเป็นครีบสองแฉกวางแนวราบเหมือนหางปลาโลมาใช้โบกขึ้นลงเพื่อการเคลื่อนที่ไปด้านหน้า พะยูนต้องหายดวงใจด้วยปอดเหมือนกันกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทอื่นๆรูจมูกอยู่ด้านบนเพื่อขึ้นมาหายใจที่ผิวน้ำได้โดยไม่ต้องโผล่ส่วนอื่นขึ้นมาด้วย เมื่อดำน้ำจะมีแผ่นหนังมาปิดปากรูไว้เพื่อกันน้ำเข้า ปากใหญ่ มีขนแข็งขึ้นจำนวนไม่ใช่น้อยในการขุดหรือไถไปตามพื้นทะเลเพื่อกินหญ้าทะเล

คาดว่าบรรพบุรุษของพะยูนเคยอาศัยอยู่บนบก แต่เริ่มมีวิวัฒนาการลงไปอาศัยอยู่ในน้ำตั้งแต่เมื่อประมาณ 60 ล้านปีก่อน ทำให้พะยูนมีการวิวัฒนาการรูปร่างให้เหมาะกับการอาศัยอยู่ในน้ำ พะยูนจะมีรูปร่างภายนอกคล้ายโลมาแต่พะยูนกลับมีวิวัฒนาการมาสายเดียวกับช้าง ลักษณะร่วมกับช้างที่เด่นชัดอย่างหนึ่งคือ มีเต้านมอยู่บริเวณขาหน้าเหมือนกัน

พะยูนอาศัยอยู่ในทะเลเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเท่านั้น พบในเขตแนวชายฝั่งด้าน ตะวันออกของชายฝั่งทวีปแอฟริกาเลียบชายฝั่งย่านเปอร์เซีย อินเดีย ไทย ชายฝั่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย

พะยูนส่วนใหญ่ชอบอาศัยรวมกันอยู่เป็นฝูงตามชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำที่มีแหล่งหญ้าทะเล พะยูนหาอาหารทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อน้ำขึ้นพะยูนจะรวมกลุ่มกันเข้ามากินหญ้าทะเลที่ขึ้นเป็นแนวอยู่บริเวณน้ำตื้น จนกระทั่งน้ำเริ่มลงพะยูนก็จะกลับไปหลบอยู่บริเวณร่องน้ำใกล้เคียงและรอที่จะกลับเข้ามาเมื่อน้ำขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หญ้าทะเลชนิดที่พะยูนชอบกินได้แก่หญ้าใบมะขาม (Halophila ovalis) แม้จะกินหญ้าเป็นอาหารหลักแต่พะยูนก็กินสัตว์ขนาดเล็กๆ ที่อยู่ตามพื้นในแนวหญ้าทะเลเช่นปลิงทะเลเป็นอาหารด้วยเช่นกัน

แม่พะยูนตั้งท้องเป็นเวลาประมาณ 13 เดือน ออกลูกครั้งละตัว แม่พะยูนจะเลี้ยงดูลูกอ่อนประมาณปีครึ่ง ระหว่างนี้พะยูนจะยังไม่มีลูกใหม่ไป 2-3 ปี ลูกพะยูนขนาดยาวประมาณไม่เกิน 1 เมตรจะว่ายเกาะติดบริเวณด้านข้างของแม่เกือบตลอดเวลา จากการสำรวจศึกษาโดยนักวิชาการของกรมป่าไม้ พบว่าบ่อยครั้งที่แม่พะยูนอยู่ร่วมกับพะยูนขนาดใหญ่อีกตัวหนึ่งที่ว่ายตามอยู่ไม่ห่าง แต่พะยูนตัวนั้นจะเป็นพ่อหรือพี่เลี้ยงยังไม่ทราบแน่ชัด

พะยูนมีอายุขัยประมาณ 70 ปี ตัวผู้จะสืบพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 9 ปีขึ้นไป ส่วนตัวเมียจะเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุมากกว่า 13 ปี

ถึงแม้ว่าจะมีเขตกระจายพันธุ์กว้าง แต่ประชากรพะยูนทั่วโลกกลับมีจำนวนลดลงจนเกือบสูญพันธุ์เนื่องจากการล่าและการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของพะยูน ปัจจุบันยังคงมีเพียงบริเวณชายฝั่งออสเตรเลียเท่านั้นที่มีจำนวนประชากรพะยูนหลายหมื่นตัว

เมืองไทยเคยมีพะยูนอยู่อย่างมากมายทั้งริมฝั่งอ่าวไทยและก็อันดามัน แม้กระนั้นก็มีจำนวนลดลงเพราะว่าการล่า การเข้าไปติดในเครื่องมือประมง และก็การทำลายแหล่งต้นหญ้าสมุทร ปัจจุบันนี้พบว่าพะยูนยังคงมีกระจายอยู่ตามริมฝั่งของไทยทั้งอันดามันแล้วก็อ่าวไทยแต่ว่ามีปริมาณน้อย ทางอ่าวไทย ยังคงเจออยู่บ้างที่ระยอง จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ นครศรีธรรมราช สงขลา แต่ว่ากลุ่มที่ใหญ่ที่สุดเจอที่รอบๆอุทยานแห่งชาติชายหาดเจ้าไหม รวมทั้งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ซึ่งมีอยู่ราว 100 ตัว

ไอยูซีเอ็นประเมินว่าอยู่ภาวะเสี่ยงสิ้นซาก (A2bcd) ไซเตสจัดพะยูนในออสเตรเลียอยู่ในบัญชีเลข 2 รวมทั้งจัดพะยูนนอกประเทศออสเตรเลียอยู่ในบัญชีลำดับที่ 1 เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวน 15 ประเภทของไทย…

Read More

มีนาคม 4, 2020 / by Kacy / Uncategorized / No Comments

สัตว์ในท้องถิ่น บิลบี้ หรือ ‘กระต่ายอีสเตอร์’แห่งออสเตรเลีย

สัตว์ในท้องถิ่น บิลบี้ หรือ ‘กระต่ายอีสเตอร์’แห่งออสเตรเลีย

การวิจัยครั้งใหม่บอกว่า สัตว์ในท้องถิ่น บิลบี้ ใหญ่ หรือ แบนดิคูทหูกระต่ายใหญ่ (Greater bilby) จัดเป็น สัตว์ถูกคุกคาม จำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่ม Marsupial ที่มีหูคล้ายกระต่าย นอกจากนี้ พบว่ายังมีสัตว์อีกหลายสิบสายพันธุ์ที่ขุดโพรงสำหรับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกับพวกมัน
บิลบี้ใหญ่ หรือที่คนท้องถิ่นเรียก ‘อีสเตอร์บันนี่’ เป็นสัตว์ท้องถิ่นในออสเตรเลียจำพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มีกระเป๋าหน้าท้อง และมีความสำคัญต่อระบบนิเวศมากกว่าที่เราคิด

บิลบี้ใหญ่ (Greater bilby, Macrotis lagotis) หรือที่รู้จักกันในชื่อ แบนดิคูทหูกระต่ายใหญ่ (rabbit-eared bandicoot) อาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ในแผ่นดินของทวีปออสเตรเลียมากถึงร้อยละ 80

ทว่า เนื่องจากภาวะเสื่อมโทรมอันเป็นผลจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่และแหล่งอาหารที่ลดลง ซ้ำยังถูกคุกคามจากแมวป่า จิ้งจอก และสัตว์ต่างถิ่น ปัจจุบันสามารถพบบิลบี้ได้ในเขตทะเลทรายของเขตเวสเทิร์นออสเตรเลีย ควีนแลนด์ และเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี ซึ่งทางองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและรัฐบาลออสเตรเลียพิจารณาว่า บิลบี้ เป็นสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

กลุ่มอนุรักษ์ในออสเตรเลีย เช่น มูลนิธิปลอดกระต่ายในออสเตรเลีย และกองทุนอนุรักษ์ บิลบี้ (Save the Bilby Fund) ได้จัดโครงการให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการซื้อไข่บิลบี้อีสเตอร์ที่ทำจากช็อกโกแลต โดยนำเงินที่ได้ไปช่วยรักษาสัตว์สายพันธุ์นี้

การรณรงค์จะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ยอดการผลิตช็อกโกแลตบิลบี้อีสเตอร์มีจำนวนมากเช่นกัน แต่ Stuart Dawson นักสัตววิทยาและนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเมอร์ดอช รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียและเป็นผู้เขียนรายงานการวิจัยครั้งใหม่ของบิลบี้กล่าวว่า นักอนุรักษ์ควรรับรู้ถึงสาเหตุก่อนที่ปัญหานี้จะเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะ บิลบี้ มีพฤติกรรมขุดโพรงแบบก้นหอยเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ อย่างน้อย 45 สายพันธุ์ รวมถึงจิ้งจกลายจุดสีเหลืองและงูพิษร้ายแรงที่กระจายอยู่ในพื้นทวีป ตามรายงานการวิจัยของเขาที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคมใน วารสารสัตววิทยา

การวิจัยแบบเร่งด่วนจึงเกิดขึ้นเพื่อเพิ่มความคุ้มครองให้กับบิลบี้ Dawson ให้เหตุผลว่า หากจำนวนบิลบี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการอยู่รอดของสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในโพรงด้วยเช่นกัน

สัตว์ในท้องถิ่น

ประโยชน์ของบิลบี้

บิลบี้อาศัยในเขตห่างไกลความเจริญอันไกลห่างของประเทศออสเตรเลียที่มีอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส และก็การเกิดไฟป่านับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ดังนี้ บิลบี้ปกป้องตัวเองจากสิ่งแวดล้อมพวกนี้โดยใช้เวลาโดยมากในโพรงลึกแทบสองเมตร การสร้างหลุมกลุ่มนี้กระตุ้นให้เกิดภาพภูมิทัศน์ที่ไม่น่ามองดูเท่าไรนัก แม้กระนั้นบิลบี้ก็ได้แปลงพื้นที่กันดารให้กลายเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์บนทะเลทราย (Oasis) สำหรับสัตว์ป่า Dawson กล่าว

ในปี 2014 Dawson จัดตั้งกล้องจับการเคลื่อนไหวรอบๆรอบนอกโพรงปริมาณ 127 โพรง ในรอบๆภาคเหนือของเมืองเวสเทิร์นประเทศออสเตรเลีย เพื่อตรวจว่ามีสัตว์กี่สายพันธุ์ที่ใช้ประโยชน์จากที่อาศัยอาศัยใต้ดิน สองปีถัดมา กล้องได้ถ่ายภาพนก สัตว์เลื้อยคลาน และก็สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายร้อยตัวที่เข้าละเมิดเข้ามาแล้วก็ออกมาจากโพรงเพื่อหาอาหาร

Brendan Wintle อาจารย์ด้านนิเวศวิทยาการรักษาในเมลเบิร์น ที่มิได้มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัย พูดว่า “การศึกษาคราวนี้บ่งบอกถึงถึงความเป็นจริงที่ว่า แม้คุณสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก บิลบี้แล้วก็สัตว์สายพันธุ์อื่นๆในระบบนิเวศก็บางทีอาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์จากนักล่า อุณหภูมิที่สูง รวมทั้งภัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติต่างๆ” ด้วยเช่นกัน
Wintle เสริมว่า “แม้บิลบี้จะมีขนาดเล็ก แต่มันสามารถขุดโพรงได้หลายครั้งต่อวันซึ่งช่วยทำให้ดินมีอากาศเพิ่มขึ้น ซ้ำยังส่งผลดีต่อระบบนิเวศและเป็นมิตรต่อพืช”

“พวกมันไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์สัตว์อื่นๆ เท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อระบบนิเวศทั้งหมดอีกด้วย” Wintle กล่าว

บิลบี้เหนือกว่ากระต่ายจริงหรือ?

งานวิจัยครั้งใหม่ทำให้ Kevin Bradley ผู้บริหารกองทุนอนุรักษ์บิลบี้ ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะอนุรักษ์เหล่าสัตว์สายพันธุ์นี้

“แม้ยังมีสัตว์อีกหลายสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษน้อยกว่าบิลบี้ แต่นั่นไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าสัตว์เหล่านั้นมีความสำคัญน้อยไปกว่ากัน สถิติการสูญพันธุ์ของบรรดาสัตว์ในออสเตรเลียนั้นน่าตกใจ ซึ่งฉันตั้งใจและยืนกรานที่จะไม่ให้บิลบี้เข้าร่วมบัญชีรายชื่อการเฝ้าสังเกตการณ์ (สัตว์สูญพันธุ์) ของฉัน” Bradley กล่าว

โชคดีที่ Bradley มิได้ทำหัวข้อนี้เพียงลำพัง ภายในเดือนนี้ รัฐบาลประเทศออสเตรเลียเปิดเผยถึงกลยุทธ์รักษาบิลบี้ โดยสรุปทางคุ้มครองการถูกคุกคามจากสัตว์สายพันธุ์ต่างแดน นอกนั้นยังมีแผนสำหรับการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่ของสัตว์แล้วก็ยังช่วยสนับสนุนการเชื่อมความสัมพันธ์กับชาวอะบอริจิน

อย่างไรก็ดี บางทีอาจใช้เวลายาวนานหลายปีกว่าจะมีการใช้แผนพวกนี้ ช่วงเวลาเดียวกันชาวออสเตรเลียที่พึงพอใจสัตว์ป่าสายพันธุ์นี้ หรือสัตว์ต่างแดนสายพันธุ์อื่นๆยังคงจัดแจงฉลองถัดไปแม้ว่าจะช้ากว่าเทศกาลอีสเตอร์ก็ตาม Sally Box ผู้ที่มีความชำนาญทางด้านสายพันธุ์สัตว์ที่ถูกรุกรานของประเทศออสเตรเลีย กล่าว

การรณรงค์ที่เชื่อมโยงกับเทศกาลอีสเตอร์ “เป็นความคิดที่วิเศษมากมาย สำหรับวิธีการช่วยเหลือบิลบี้ที่จะปรับแก้ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังการตระหนักถึงเหตุการณ์รอบๆ และก็ความเป็นหัวหน้าให้กับคนออสเตรเลียในเรื่องการป้องกันบิลบี้” Box กล่าวทางอีเมล…

Read More

มีนาคม 3, 2020 / by Kacy / Uncategorized / No Comments

สัตว์ชนิดเดียวในโลก “วอมแบต” ถ่ายมูลทรงลูกบาศก์ นักวิทยาศาสตร์ยังทึ่ง

สัตว์ชนิดเดียวในโลก “วอมแบต” ถ่ายมูลทรงลูกบาศก์ นักวิทยาศาสตร์ยังทึ่ง

วอมแบต เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรงดิน สัตว์ชนิดเดียวในโลก เจอได้เฉพาะในประเทศออสเตรเลียรวมทั้งเกาะรอบตัว ลักษณะตัวกลมป้อมทำให้มนุษย์คิดว่ามันเป็นสัตว์ที่ น่ารักน่าเอ็นดู ประเภทหนึ่ง แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับวอมแบต เป็นพวกมันเป็นสัตว์ประเภทเดียวในโลกที่ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์

ด้วยลักษณะพิเศษของมูลวอมแบต สร้างความพอใจแก่นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามแย้งรวมทั้งหาคำตอบในหัวข้อนี้ จวบจนกระทั่งเร็วๆนี้ แพทรีเซีย หยาง นักค้นคว้าในสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ผู้ชำนาญด้านของเหลวภายในร่างกาย สนใจเรียนเรื่องนี้ หลังจากคุณได้ร่วมงานสัมมนาวิชาการ

“ฉันแทบไม่อยากเชื่อ” หยาง กล่าว แต่หลังจากได้ทราบข้อเท็จจริง เธอเริ่มศึกษาว่า เพราะอะไร และทำไม วอมแบตจึงถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์

“พวกเราต่างตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้” ไมก์ สวินบอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านวอมแบต มหาวิทยาลัยอะเดไลด์ในออสเตรเลีย กล่าว ชนเผ่าหนึ่งในออสเตรเลียเล่าว่า พวกมันต้องการสร้างอาณาเขตจึงต้องขับถ่ายเป็นทรงเหลี่ยม เพื่อไม่ให้กลิ้งหายไป แต่ไมก์บอกว่าสมมติฐานนี้ไม่ใช่เรื่องจริง

“วอมแบตไม่ได้ถ่ายมูลให้มีลักษณะเหมือนเขตแดน” เขากล่าวและเสริมว่า “พวกมันถ่ายมูลเพียงแค่ทำตามอำเภอใจ”

สวินบอร์นกล่าวว่า ทรงลูกบาศก์มีความสัมพันธ์กับสภาพแห้งแล้ง ที่เป็นแหล่งอาศัยของวอมแบต “ลำไส้ของพวกมันต้องดูดน้ำกลับจากมูลให้มากที่สุด” เขากล่าว หลักฐานชิ้นหนึ่งที่ยืนยันเรื่องนี้คือ วอมแบตในสวนสัตว์ซึ่งเข้าถึงน้ำได้ง่าย ถ่ายมูลไม่เป็นทรงลูกบาศก์เท่าที่พบในธรรมชาติ

ความชื้นเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ “ยังมีปัจจัยเรื่องกายวิภาคระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย” บิลล์ ซีกเลอร์ ประธานอาวุโสในสวนสัตว์บรูกฟิลด์ ชิคาโก กล่าว

หยางเริ่มศึกษาทางเดินอาหารของวอมแบตจากซากที่ถูกรถชนในออสเตรเลีย เธอศึกษาทั้งเรื่องของแรงดัน และสรีรวิทยาทางเดินอาหาร “ตอนแรกฉันคิดว่า รูทวารของวอมแบตเป็นทรงเหลี่ยม แต่สมมติฐานข้อนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่เป็นจริง แต่มันเกี่ยวข้องกับการยืดหดของกล้ามเนื้อลำไส้”

สัตว์ชนิดเดียวในโลก

เมื่ออาหารที่ย่อยแล้วในรูปของกึ่งเหลวจากกระเพราะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้ แรงดันในลำไส้มีบทบาททำให้เกิดรูปทรงลูกบาศก์ หมายความว่า ลักษณะกายวิภาคของลำไส้มีผลต่อเกิดรูปร่างของมูล ดังนั้น หยางและทีมของเธอจึงเปรียบเทียบเรื่องความยืดหยุ่นของผนังลำไส้ระหว่างวอมแบตและหมู

ลำไส้หมูแสดงแบบการยืดแล้วก็หดที่พวกเราพบเจอได้ทั่วๆไปในสัตว์ชนิดอื่นๆรวมทั้งมนุษย์ ซึ่งทำให้มูลของหมูมีลักษณะกลม แต่ไส้ของวอมกางตแสดงผลที่ต่างออกไป ไส้ของมันมิได้ยืดรวมทั้งหดเหมือนสัตว์ประเภทอื่นทั่วๆไป

“พวกเราต้องหาคำตอบถัดไปในเชิงของกลไกการยืดรวมทั้งหดของไส้” หยางกล่าวแล้วก็ตบท้ายว่า “โดยปกติ การผลิตรูปทรงลูกบาศก์จำเป็นต้องใช้การบีบอัดสี่แนวทาง แม้กระนั้นไส้ของวอมแบตขยับเพียงแค่สองครั้งต่อหนึ่งรอบการยืดหด บางโอกาสวอมแบตอาจมีกรรมวิธีสร้างลูกบาศก์ที่ไม่เหมือนกับพวกเรา”…

Read More

มีนาคม 2, 2020 / by Kacy / Uncategorized / No Comments

สัตว์ป่าน่ารัก ชะนีมงกุฎ Hylobates pileatus

สัตว์ป่าน่ารัก

ชะนีมงกุฎ สัตว์ป่าน่ารัก 

ชะนีมงกุฎ หรือ ชะนีเอี๊ยมดำ เป็นชะนีประเภทหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hylobates pileatus
เดิมเคยถูกจัดเป็นประเภทย่อยของชะนีมือขาว (H. lar) แต่ว่ามีพฤติกรรมแล้วก็ลักษณะบางสิ่งบางอย่างต่างออกไป รวมทั้งเสียงร้องด้วย โดยสีขนจะไม่เหมือนกันออกไปตามเพศแล้วก็ช่วงอายุ เพศผู้ในช่วงวัยรุ่นจะมีสีขนเหลือง เมื่ออายุ 3-4 ปี
จะกลายเป็นสีดำทั่วตัวละเว้นคิ้ว ถุงอัณฑะ หลังมือ ข้างหลังเท้า และก็วงรอบบริเวณใบหน้า ส่วนตัวเมียมี สีขาวนวล ดังเดิม แม้กระนั้นที่อกและบนหัวมีสีดำ มองดูเหมือนใส่เอี๊ยม หรือผู้สำหรับกันเปื้อน อันเป็นต้นเหตุของชื่อสามัญ
เจออาศัยอยู่ในแถบประเทศลาวแล้วก็กัมพูชา ทางด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำโขง สำหรับในประเทศไทยเจอทางภาคตะวันออก ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดปราจีนบุรี, เมืองจันท์, จังหวัดตราด และก็ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มักอาศัยอยู่ในป่าดงดิบที่มียอดไม้สูงรวมทั้งรกชัฏ อาหารหลัก เป็น ผลไม้, ใบไม้, แมลงและก็สัตว์เลื้อยคลาน กินน้ำโดยใช้กรรมวิธีเลียตามขนตนเองรวมทั้งหาตามโพรงไม้ คลอดทีละ 1 ตัว เมื่อลูกชะนีอายุได้ 1 ปี จะเริ่มออกมาจากอกแม่ห้อยโหนไปๆมาๆด้วยตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากชะนีมือขาวที่จะเกาะอยู่กับอกแม่จนถึงอายุได้ 2 ปี และก็เมื่อลูกอายุได้ 2-3 ปี
แม่ชะนีมงกุฎจะเริ่มสืบพันธุ์อีกรอบ ลูกชะนีโดยยิ่งไปกว่านั้นเพศผู้จะถูกขับไล่ออกมาจากฝูงเร็วกว่าตัวเมีย แล้วก็จะอยู่ตามลำพังตราบจนกระทั่งหาคู่สืบพันธุ์ได้ ชะนีมงกุฎในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีการผสมข้ามพันธุ์กับชะนีมือขาว จนถึงเกิดเป็นชะนีลูกผสมซึ่งมีลักษณะรูปร่างที่ไม่เหมือนกันออกไป
รวมทั้งเสียงร้องด้วย อันเนื่องจากว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นับเป็นสถานที่ที่เดียวในโลก ที่มีชะนีทั้งยัง 2 จำพวกนี้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แหล่งข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี…

Read More